2026-06-04
อาการเหล่านี้คือผลข้างเคียงหลังศัลยกรรมลดโหนกแก้มหรือไม่? คู่มือ 6 อาการปกติในระยะพักฟื้น
อธิบายรายละเอียดว่าอาการชา แก้มตอบ หรือเลือดกำเดาไหลหลังศัลยกรรมลดโหนกแก้มเป็นผลข้างเคียงหรือปฏิกิริยาการฟื้นตัวตามปกติ รวบรวมสาเหตุและวิธีรับมือตามโครงสร้างทางกายวิภาค เช่น เส้นประสาทใต้เบ้าตา และเอ็นยึดเกาะผิวหนัง ในมุมมองของศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง

ความกังวลหลังศัลยกรรมลดโหนกแก้ม เป็นผลข้างเคียงหรืออาการปกติ?
ปัจจุบันมีหลายท่านที่เลือกทำศัลยกรรมลดโหนกแก้ม (Zygoma Reduction) เพื่อให้ได้กรอบหน้าที่เรียวเล็กและละมุนขึ้น แต่เมื่อส่องกระจกหรือรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลังผ่าตัดทันที อาจทำให้เกิดความกังวลว่านี่คือผลข้างเคียงหรือไม่ อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังศัลยกรรมโหนกแก้มส่วนใหญ่มักเป็นกระบวนการฟื้นตัวตามธรรมชาติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางกายวิภาค วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงสาเหตุของ 6 อาการที่คนไข้มักจะสอบถามเข้ามาบ่อยที่สุดกันครับ

1. อาการชาบริเวณหน้าแก้มและริมฝีปาก: การฟื้นตัวของเส้นประสาทใต้เบ้าตา
หนึ่งในบริเวณที่ต้องให้ความระมัดระวังมากที่สุดในการศัลยกรรมโหนกแก้มคือ 'เส้นประสาทใต้เบ้าตา (Infraorbital nerve)' เส้นประสาทนี้ทำหน้าที่รับความรู้สึกตั้งแต่หน้าแก้มไปจนถึงริมฝีปากและเหงือก ในระหว่างการผ่าตัด การเลาะเนื้อเยื่อโดยรอบเพื่อเปิดวิสัยทัศน์อาจทำให้เส้นประสาทนี้ถูกดึงรั้งได้ชั่วคราว

หากเส้นประสาทไม่ได้ถูกตัดขาดหรือได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง อาการชาชั่วคราวจะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป 'ความรู้สึกเหมือนไม่ใช่เนื้อตัวเอง' ที่มักถูกพูดถึงบ่อยๆ ในรีวิวศัลยกรรมโหนกแก้ม ถือเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ทั่วไปที่เกิดขึ้นในกระบวนการนี้
2. อาการแก้มตอบหลังผ่าตัด: ความตึงของเอ็นยึดเกาะผิวหนัง
บนใบหน้าของเรามีเนื้อเยื่อที่แข็งแรงเรียกว่า 'เอ็นยึดเกาะผิวหนัง (Retaining ligament)' ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมต่อและพยุงผิวหนังกับกระดูก เมื่อทำการผ่าตัดเลื่อนกระดูกโหนกแก้มเข้าไปด้านใน เอ็นยึดเกาะนี้จะถูกดึงตามไปด้วย ทำให้ผิวหนังด้านนอกดูยุบตัวลงชั่วคราวได้

โดยส่วนใหญ่แล้ว แพทย์จะปรับเอ็นยึดเกาะอย่างเหมาะสมในระหว่างการผ่าตัดเพื่อป้องกันปัญหานี้ แต่รอยบุ๋มเล็กน้อยอาจหลงเหลืออยู่ได้ขึ้นอยู่กับความยืดหยุ่นของผิวหนังหรือความตึงของเอ็นในแต่ละบุคคล ในกรณีนี้ สามารถแก้ไขได้ด้วยการฉีดฟิลเลอร์หรือเติมไขมันหลังจากผ่านระยะพักฟื้นไปแล้ว จึงขอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง
3. เลือดกำเดาและสารคัดหลั่งใส: ผลกระทบจากไซนัสและยาสลบ
อาการที่มีเลือดปนออกมาจากจมูกหลังผ่าตัดสามารถแบ่งสาเหตุหลักๆ ได้ 2 ประการ ประการแรกคือการระคายเคืองของเยื่อบุจากการสอดท่อระหว่างการดมยาสลบ ซึ่งเลือดจะหยุดไหลอย่างรวดเร็วเหมือนเลือดกำเดาปกติ
ประการที่สองเกิดขึ้นเมื่อไซนัส (โพรงอากาศในกระดูกใบหน้า) ที่อยู่ติดกับกระดูกโหนกแก้มถูกเปิดออกชั่วคราวในระหว่างการผ่าตัด น้ำเกลือหรือน้ำยาฆ่าเชื้อที่ใช้ล้างทำความสะอาดหลังผ่าตัดอาจค้างอยู่และไหลปนออกมาพร้อมกับเลือดกำเดาใสๆ ในช่วงสองสามวันแรก แต่อาการนี้จะหยุดไปเองตามธรรมชาติภายในไม่กี่วัน ซึ่งถือเป็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ดี

4. รอยต่อบริเวณหน้าหูและปฏิกิริยาของแผลเป็น
เมื่อทำการตัดกระดูกบริเวณส่วนโค้งของโหนกแก้ม (Arch) แล้วดันเข้าไป ตำแหน่งของกระดูกจะเปลี่ยนไป ทำให้เมื่อใช้มือสัมผัสอาจรู้สึกถึงรอยต่อเล็กน้อย นี่ไม่ใช่กระดูกที่นูนออกมา แต่เป็นความรู้สึกของบริเวณที่ยุบตัวเข้าไปด้านใน นอกจากนี้ ในกระบวนการเกิด 'พังผืด' ซึ่งเนื้อเยื่อแผลเป็นบริเวณรอยกรีดจะแข็งตัวขึ้น อาจทำให้รู้สึกเหมือนมีก้อนนูนชั่วคราว แต่จะค่อยๆ นุ่มลงเมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือน
5. ความไม่สมมาตรของตำแหน่งสกรูยึดซ้ายและขวา
บางท่านอาจมีข้อสงสัยหลังจากถ่ายภาพเอกซเรย์ (X-ray) แล้วพบว่าตำแหน่งของสกรูหรือรูปร่างของเพลททั้งสองข้างไม่เหมือนกัน หลักการยึดกระดูกในการศัลยกรรมโหนกแก้มไม่ใช่ 'การใส่ให้สมมาตรกัน' แต่คือ 'การเลือกตำแหน่งยึดที่มั่นคงที่สุด' เนื่องจากความหนาแน่นของกระดูกหรือรูปทรงกระดูกซ้ายและขวาของคนไข้แต่ละรายมีความแตกต่างกันเล็กน้อย การค้นหาจุดที่สามารถยึดได้อย่างแข็งแรงที่สุดจึงอาจทำให้การจัดวางสกรูซ้ายและขวาแตกต่างกันได้

6. อาการขมับนูน: แรงดันจากไขมันกระพุ้งแก้ม
เมื่อดันกระดูกโหนกแก้มเข้าไปด้านใน พื้นที่ภายในใบหน้าจะลดลง ทำให้ 'ไขมันกระพุ้งแก้ม (Buccal fat)' ที่อยู่ด้านล่างถูกกดทับ ไขมันกระพุ้งแก้มกระจายตัวเป็นบริเวณกว้างไปจนถึงบริเวณขมับ เมื่อแรงดันกระจายออกไป อาจทำให้ส่วนบนดูนูนขึ้นชั่วคราว อาการนี้จะดีขึ้นเมื่ออาการบวมลดลง แต่หากจำเป็น อาจมีการแก้ไขโดยการตัดไขมันกระพุ้งแก้มออกเล็กน้อยในภายหลัง

อาการเหล่านี้ที่เกิดขึ้นหลังศัลยกรรมโหนกแก้มมักเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสมานแผลตามปกติ อย่างไรก็ตาม อัตราการฟื้นตัวของแต่ละบุคคลนั้นแตกต่างกัน หากอาการรุนแรงขึ้นหรือมีความกังวลมาก วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือการกลับไปพบแพทย์ที่คลินิกหรือโรงพยาบาลที่ทำการผ่าตัดเพื่อรับการตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอ
คำถามที่พบบ่อย
หลังผ่าตัดโหนกแก้ม รู้สึกชาที่แก้มส่วนหน้าและริมฝีปาก เป็นเรื่องปกติหรือไม่?
ใช่ นี่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการฟื้นตัวตามปกติ ในระหว่างการผ่าตัด เพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจน เส้นประสาทใต้เบ้าตาอาจถูกดึงชั่วคราวขณะที่เนื้อเยื่อรอบข้างถูกเลาะออก ทำให้เกิดอาการชา หากเส้นประสาทไม่ได้รับความเสียหายโดยตรง ความรู้สึกจะค่อยๆ กลับคืนมาเมื่อเวลาผ่านไป
หลังผ่าตัดเกิดอาการแก้มตอบ ควรทำอย่างไร?
สามารถแก้ไขได้ด้วยการฉีดฟิลเลอร์หรือการปลูกถ่ายไขมันหลังจากช่วงพักฟื้น เมื่อกระดูกโหนกแก้มถูกเลื่อนเข้าไปด้านใน เอ็นยึดที่เชื่อมต่อผิวหนังและกระดูกอาจถูกดึง ทำให้แก้มดูตอบชั่วคราว เนื่องจากความยืดหยุ่นของผิวหนังแต่ละบุคคลแตกต่างกัน อาจมีรอยบุ๋มเล็กน้อยหลงเหลืออยู่ ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
หลังผ่าตัดลดโหนกแก้มมีเลือดกำเดาไหล เป็นผลข้างเคียงหรือไม่?
ไม่ นี่เป็นอาการที่ไม่รุนแรงและมักจะหยุดเองตามธรรมชาติ การระคายเคืองเยื่อบุจากท่อช่วยหายใจ หรือการเปิดโพรงไซนัสชั่วคราวระหว่างการผ่าตัด อาจทำให้สารละลายน้ำเกลือที่ค้างอยู่ผสมกับเลือดและไหลออกมาได้ อาการจะหยุดภายในไม่กี่วัน จึงไม่ต้องกังวลมากเกินไป
เมื่อถ่ายภาพเอกซเรย์ พบว่าตำแหน่งสกรูยึดซ้ายและขวาแตกต่างกัน
ใช่ นี่เป็นผลลัพธ์ปกติ หลักการยึดในการผ่าตัดโหนกแก้มไม่ใช่ความสมมาตร แต่เป็นการเลือกตำแหน่งที่มั่นคงและแข็งแรงที่สุด เนื่องจากความหนาแน่นของกระดูกและรูปร่างของกระดูกด้านซ้ายและขวาของแต่ละบุคคลแตกต่างกัน การจัดวางสกรูจึงอาจดูไม่สมมาตรได้
ทำไมบริเวณขมับถึงดูบวมหลังผ่าตัด?
นี่เป็นปรากฏการณ์ชั่วคราวที่เกิดจากการกดทับของไขมันแก้มส่วนลึก เมื่อกระดูกโหนกแก้มเคลื่อนเข้าไปด้านใน พื้นที่ภายในจะลดลง ทำให้ไขมันแก้มส่วนลึกถูกดันขึ้นไปด้านบน ซึ่งอาจทำให้ขมับดูบวม อาการนี้จะดีขึ้นเมื่ออาการบวมลดลง แต่หากจำเป็นก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการกำจัดไขมัน